Hetalia

**กรุณากด F5 เพราะความสมมาตร กลับมาแล้ววววว**


สำหรับเอนทรี่ประจำวันนี้ ตรงกับวันที่ 9 เดือนพฤศจิกายน หากใครยังระลึกความหลังได้ว่า 21ปีของวันนี้เป็นวันที่ประชาชนชาวเยอรมนีทั้งสองฝั่งรวมพลังกันทำลายกำแพงที่ปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นก็คือ "กำแพงเบอร์ลิน"
 
 
 
ไหนๆ ตอนนี้ลุดวิกจากด๊อยส์มาไซไคยูริไปเรียบร้อย(ไหงกลับไปเปลี่ยนธีมน้องคิดล่า หุหุ..) วันนี้ก็มาลองเขียนเอนทรี่ระดับติดดาวรองจากเอนทรี่ฉลองวันเกิดผู้กองและเป็นสาเหตุของการรวมประเทศเยอรมนีอีกครั้งนึงค่ะ


 

 
 
 
กำแพงเบอร์ลิน (เยอรมัน: Berliner Mauer อังกฤษ: Berlin Wall) เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตกออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ เริ่มทำการก่อสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี มีความยาวทั้งสิ้น 155 กิโลเมตร
(จากรูป กำแพงเบอร์ลินถ่ายจากเยอรมันตะวันตก)
 
 
จุดประสงค์ของการสร้างกำแพงเบอร์ลิน:

เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่2จบลง ประเทศเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลก (หนึ่งในกลุ่มอักษะ นอกจากอิตาลี ญี่ปุ่น) หลังจากนั้นเยอรมนีถูกแบ่งเป็นสองประเทศคือ เยอรมนีตะวันตก กับ เยอรมนีตะวันออก สาเหตุหลักที่สร้างกำแพงนี้เพื่อปิดกั้นพรมแดนเบอร์ลินตะวันตกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ

ในเยอรมันตะวันออก กำแพงเบอร์ลินคือแนวเขตแดนที่มั่นคง และสัญลักษณ์ของการต่อต้านทุนนิยม แต่สำหรับโลกเสรีแล้ว เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่างระบบทุนนิยมของยุโรปตะวันตกภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกากับระบบคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออกภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต หรือที่เรียกกันว่า สงครามเย็น นั่นเอง กำแพงเบอร์ลิน ทำให้กรุงเบอร์ลินฝั่งตะวันตก กลายเป็นเสมือนหน้าต่างสู่เสรีภาพ
 
 
ก่อนที่กำแพงจะเกิด:

 
ในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังกองทัพนาซีเยอรมัน (ภายใต้การนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์) ได้พ่ายในสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพสัมพันธมิตรได้เข้ายึดครองประเทศเยอรมัน และต่อมา 4 ประเทศมหาอำนาจที่เป็นแกนนำในสงครามครั้งนั้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต ได้ทำสนธิสัญญาในการแบ่งการดูแลประเทศเยอรมันออกเป็น 4 ส่วนภายใต้การดูแลของแต่ละประเทศ และเช่นกัน กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศ ได้ถูกแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 ส่วนเช่นเดียวกัน

ปีต่อมา เยอรมนีภายใต้การปกครองของ 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส รวมกันจัดตั้งเป็นประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ เยอรมันตะวันตก ในขณะที่เยอรมนีส่วนที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ได้จัดตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี หรือ เยอรมันตะวันออก

ในช่วงแรก ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางข้ามแดนไปมาหาสู่กันได้เป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ความแตกต่างระหว่างการปกครองแบบประชาธิปไตยในเยอรมันตะวันตกและการปกครองในระบบคอมมิวนิสต์ในเยอรมันตะวันออกมีความแตกต่างที่เด่นชัดขึ้น ในขณะที่เยอรมันตะวันตกได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ อาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่พังทลายในช่วงสงครามโลกได้รับการบูรณะ ส่วนเยอรมันตะวันออกทุกอย่างกลับสวนทางกัน ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจทุกอย่างถูกเปลื่ยนมือไปเป็นของรัฐ เป็นเหตุให้ผู้คนพากันอพยพข้ามถิ่นจากเยอรมันตะวันออก ไปยังเยอรมันตะวันตกกันมากขึ้น เฉพาะในปี ค.ศ. 1961 เพียงปีเดียว ซึ่งมีข่าวลือว่าทางเยอรมันตะวันออกจะปิดกั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ ทำให้ผู้คนกว่า 3 ล้านคน พากันอพยพไปยังเยอรมันตะวันตก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รัฐบาลเยอรมันตะวันออกภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียตได้เร่งสร้างกำแพงกันแนวระหว่างสองประเทศ และรวมไปถึงแนวกำแพงที่ปิดล้อมกรุงเบอร์ลินฝั่งตะวันตกอีกด้วย
 
 
เริ่มก่อสร้างกำแพง:
 
 
ผลจากการย้ายออกของชาวเยอรมันตะวันออกที่มีมากเกินไปพอที่จะควบคุมได้ รัฐบาลเยอรมันตะวันออกในขณะนั้นจึงได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างประเทศเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก ว่ากันว่า แนวกำแพงที่กั้นระหว่างสองประเทศนี้ยาวเป็นอันดับสองรองจากกำแพงเมืองจีนทีเดียว

ในส่วนของกรุงเบอร์ลิน นครหลวงของประเทศทั้งสอง มีที่ตั้งอยู่ใจกลางประเทศเยอรมันตะวันออก ดังนั้น นครเบอร์ลินฝั่งตะวันตกจึงถูกปิดล้อมด้วยเยอรมันตะวันออกรอบด้าน ในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2507 เป็นวันแรกที่มีการสร้างกำแพงเพื่อปิดล้อมกรุงเบอร์ลินตะวันตก และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นในยุคนั้น

(จากภาพ คนงานกำลังก่อสร้างกำแพงเบอรลินทางตะวันออกเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 1961)

กำแพงเบอร์ลิน ถูกใช้งานเป็นเวลา 28 ปี ในช่วงเวลานี้ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและรูปแบบของกำแพงถึง 4 ครั้ง แต่ละครั้งจะเพิ่มความแข็งแรงและความสูงของกำแพงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการหลบหนีของชาวเยอรมันตะวันออก เนื่องจากกำแพงกันระหว่างเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก มีจุดเปราะบางที่สุดที่กรุงเบอร์ลินนี่เอง กำแพงเบอร์ลินทั้ง 4 รุ่นมีพัฒนาการดังนี้
 
 
- กำแพงรุ่นที่ 1 เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2507 เป็นแนวรั้วลวดหนาม เป็นการสร้างชั่วคราวเพื่อป้องกันการอพยพของประชาชน เป็นกำแพงเบอร์ลินรุ่นที่มีอายุใช้งานสั้นที่สุด

- กำแพงรุ่นที่ 2 เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน ถูกสร้างขึ้นแทนกำแพงรั้วลวดหนามทันทีที่กำแพงรั้วลวดหนามเสร็จสมบูรณ์ แต่กำแพงก่ออิฐถือปูนนี้ก็ไม่แข็งแรงพอที่ปิดกั้นความปรารถนาในการแสวงหาเสรีภาพของประชาชน มีความพยายามในการหลบหนีด้วยการทำลายกำแพงเกิดขึ้นหลายครั้ง

- กำแพงรุ่นที่ 3 เป็นรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความแข็งแรง และความสูงเพิ่มขึ้น
 
- กำแพงรุ่นที่ 4 ถูกสร้างในปี ค.ศ. 1975 เป็นแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปขนาดกว้าง 1.2 เมตร สูง 3.6 เมตร จำนวนกว่า 45,000 แผ่นถูกต่อเป็นแนวรอบกรุงเบอร์ลินตะวันตกเชื่อมต่อด้วยท่อคอนกรีตที่ด้านบนกำแพง กำแพงรุ่นนี้ถูกใช้งานจนกระทั่งถึงการล่มสลายในปี ค.ศ. 1989 และเป็นกำแพงเบอร์ลินรุ่นที่ถูกนำไปแสดงในพิพิธภัณฑ์ และสถานที่ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ในการก่อสร้างกำแพงเบอร์ลินรุ่นที่ 4 ใช้งบประมาณสูงถึงกว่า 1,650 ล้านมาร์ก ณ ขณะนั้นเลยทีเดียว

สำหรับประชาชนเยอรมันทั้งตะวันตกและตะวันออกและประชาคมโลกในระบบประชาธิปไตย กำแพงเบอร์ลิน เปรียบเสมือนการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน ว่ากันว่า กำแพงเบอร์ลิน เป็นกำแพงแห่งเดียวในโลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นประชาชนในประเทศของตนจากโลกภายนอก ในขณะที่กำแพงเมืองอื่น ๆ ทั่วโลกนั้นมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเข้ามารุกรานเสรีภาพของชาวเมือง ในทางกลับกัน สหภาพโซเวียต ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างกำแพงเบอร์ลิน กลับมองว่า กำแพงเบอร์ลิน คือนวัตกรรมของชนชาติ
 
 
 
การลอบข้ามกำแพง:
 
ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง ในช่วงแรกนั้น การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง แต่ไม่นานนักกำแพงก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย

หากการสร้างกำแพงเบอร์ลิน คือ นวัตกรรมของชนชาติ การลอบข้ามกำแพงเบอร์ลิน เป็นย่อมเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่กว่า มีการลอบข้ามกำแพงเบอร์ลินหลายต่อหลายครั้งที่แสดงถึงความสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ เช่น การข้ามกำแพงด้วยบอลลูน การสร้างสลิงข้ามแนวกำแพงด้วยเวลาไม่ถึง 2 นาที การขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพง ซึ่งสามารถช่วยชาวเบอร์ลินตะวันออกหลบหนีได้มากถึงกว่าร้อยคน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีจุดข้ามแดนบางจุดที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพสัมพันธมิตร อาทิ จุดข้ามแดนโดยการว่ายข้ามแม่น้ำ กองทัพอังกฤษได้หย่อนบันไดลิงไว้ในฝั่งตรงข้ามเพื่อให้ผู้ที่ว่ายน้ำข้ามไปสามารถปีนขึ้นฝั่งได้
 
 
 
การเสียชีวิตในการลอบข้ามกำแพง:

นับตั้งแต่การสร้างกำแพงเบอร์ลิน การข้ามผ่านแดนจากเยอรมันตะว้นออก ไปยังเยอรมันตะวันตก กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากมีการฝ่าฝืนและถูกพบเห็น มีโทษสถานเดียวคือ การยิงทิ้ง ณ บริเวณกำแพงนั่นเอง ตลอดระยะเวลา 28 ปี คาดว่ามีผู้เสียชีวิตที่กำแพงเบอร์ลินขณะหลบหนีระหว่าง 136 ถึง 206 คน


ในการลอบข้ามกำแพง เป็นความเสี่ยงที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต ด้วยรัฐบาลเยอรมันตะวันออกมีกฏที่ว่าผู้หลบหนีจะถูกยิงทิ้งทันทีที่พบเห็น จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการลอบข้ามกำแพงเบอร์ลินนั้นยังไม่แน่ชัดนัก บางแหล่งระบุว่ามี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ขณะที่บางแหล่งข้อมูลกลับมีตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียง 136 คน บางแหล่งข้อมูลกับมีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงถึง 246 คน และในวิกีพีเดียภาษาอังกฤษได้ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ 100 - 200 คน เหตุที่เป็นดังนี้ เนื่องจากทางรัฐบาลเยอรมันตะวันออกไม่ได้ทำรายงานเรื่องนี้ และเมื่อมีผู้เสียชีวิตในการลอบข้ามกำแพง ทางการก็ไม่ได้แจ้งข่าวแก่ครอบครัวอีกด้วย
 
การหลบหนีครั้งที่ล้มเหลว (หรือที่เรียกว่าข้ามกำแพงไม่สำเร็จ) ที่โด่งดังที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter) ถูกยิงและปล่อยให้เลือดไหลจนตายต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2505(ค.ศ. 1962)
 
(อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงนายPeter Fecther)
 
ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตายคือนาย Chris Gueffroy เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)
 
 
การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน:
 
 
 
ในปี ค.ศ. 1989 ตรงกับยุคที่นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ เป็นประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต ได้มีการทดลองการปฏิรูปการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในเยอรมันตะวันออก ได้มีการชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างสงบขึ้นโดยเฉพาะในเมืองโพสต์ดัม ไลพ์ซิก และเดรสเดน เริ่มต้นในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1989 และดำเนินเรื่อยมา เป็นเหตุให้รัฐบาลเยอรมันตะวันออกได้รับความกดดันเป็นอย่างมาก กระทั่งได้มีการประกาศว่า จะเปิดพรมแดนให้ชาวเยอรมันสามารถเดินทางผ่านแดนได้อย่างอิสระ
 
 
 
 
 
ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ในวันดังกล่าวชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากได้มารวมตัวกัน ณ กำแพงเบอร์ลิน เพื่อข้ามผ่านแดนไปยังเบอร์ลินตะวันตกครั้งแรกในรอบ 28 ปี จึงถือเอาวันดังกล่าว เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน
 
 
 
มีบางแหล่งข้อมูลอ้างว่า ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 นาย Gunter Schabowski รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda) ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าว (ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเขาเอง) ว่าทางการจะอนุญาตให้ชาวเบอร์ลินตะวันออก ผ่านเข้าออกเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง ผู้คนนับหมื่นที่ได้ทราบข่าวก็ได้หลั่งไหลไปยังด่านต่างๆของกำแพง หลังจากความโกลาหลอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่ได้รับคำสั่งใดๆจากทางการ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องยอมปล่อยให้ฝูงชนผ่านเขตแดนไปอย่างไม่มีทางเลือก ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก บรรยากาศในเช้ามืดวันนั้นเหมือนงานเฉลิมฉลอง

ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 กำแพงเบอร์ลินได้ถูกทุบทำลายบางส่วนโดยชาวเยอรมัน และชาวยุโรป แต่การทำลายกำแพงเบอร์ลินอย่างเป็นทางการ เริ่มเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2533 แต่กระนั้นยังคงอนุรักษ์กำแพงบางช่วงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการประมูลจำหน่ายชิ้นส่วนกำแพงเบอร์ลิน และได้มีการมอบชิ้นส่วนของกำแพงเบอร์ลินไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญๆอีกหลายแห่ง อาทิ ด้านหน้าสภายุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม พิพิธภัณฑ์นิวเซียม กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอมริกา พิพิธภัณฑ์จอห์น เอฟ เคนเนดี และพิพิธภัณฑ์โรแนล เรแกน ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
 
 
 
เยอรมนีในปัจจุบัน:

นับจากวันนั้นจนวันนี้20ปีผ่านไป(ปี2009) เยอรมนีเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีอิทธิพลบนเวทีโลก ส่วนเบอร์ลินก็กลายเป็นเมืองหลวงที่มีความล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เยอรมนีวันนี้ ก็ยังเหลือร่องรอยแผลเป็นจากการแบ่งแยก เพราะอัตราคนว่างงานในฝั่งตะวันออก ยังคงมากกว่าฝังตะวันตกเป็น 2 เท่า นอกเหนือจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างคนฝั่งตะวันตก "ผู้เย่อหยิ่ง" และคนฝั่งตะวันออก "ผู้ทรพี"

โจเชน สตาดท์ นักรัฐศาสตร์ผู้ทำการวิจัยคอมมิวนิสต์ในเยอรมนี ประจำมหาวิทยาลัยฟรี ยูนิเวอร์ซิตี้ ในกรุงเบอร์ลินกล่าวว่า ทุกวันนี้ยังคงมีความแตกต่างระหว่างชาวเยอรมันตะวันตกและตะวันออกอย่างมาก

"การสำรวจความคิดเห็นถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา ฝ่ายตะวันตกระบุว่า ความเท่าเทียมทางเสรีภาพ ขณะที่ฝ่ายตะวันออกระบุว่า ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ" นายสตาดท์กล่าว

แต่ถึงใครจะมองแบบไหนก็ตาม ในสายตาของศิลปินแล้ว ที่แห่งนี้คือผืนผ้าใบผืนใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับกำแพงแห่งนี้ หนึ่งในนั้นคือ เกอร์ฮาร์ด ไคร์ดเนอร์ หนึ่งในศิลปิน 90 ชีวิตที่มาร่วมสร้างสีสันชีวิตใหม่ให้แก่กำแพง

 "นี่เป็นเรื่องสะเทือนใจผมมาก เมื่อก่อนกำแพงเบอร์ลินเคยยืนหยัดเพื่อลิดรอนเสรีภาพ" นายไคร์ดเนอร์ ผู้หลบหนีจากเยอรมนีตะวันออกไปยังตะวันตกสมัยยังหนุ่มกล่าว แต่ตอนนี้ทุกคนมารวมตัวกันบนกำแพงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ เพื่อร่วมสร้างสรรค์งานศิลป์ให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน
 
รูปแกะสลัก ชื่อ " ทุกข์ระทมที่กําแพง"
ตั้งอยู่ที่ เบอร์ลิน - ชเต็กลิทฺซ์ เมื่อปี ค.ศ.1965
 
 
 
Before and After the Berlin Wall:

 
 
 
 
 
จากใจจขบ.
หลังจากที่จขบ.ได้นำข้อมูลต่างๆมาลงในบล็อกแล้ว ตอนนี้ในความรู้สึกจากจขบ.กับประเทศเยอรมันตอนนี้ว่าไม่ค่อยมีข่าวคราวในทำนองลักษณะเสื่อมเสีย (หรือไม่ได้เปิดทีวีบ่อยล่ะเนี่ย 55) หรือมีก็มีน้อยค่ะ ยูริคิดว่าปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจในประเทศนั้น ถ้าหากทั้งประเทศหันหน้ามาพูดคุยกันและทำตามที่ตนลั่นวาจาเอาไว้(ในทางที่ดี) ทั้งประชาชนและรัฐบาลก็จะพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญแน่ๆค่ะ ที่กล่าวเอาไว้ก็เพื่ออยากให้พี่น้องคนไทยได้รับรู้ถึงความสามัคคีในชาติ และทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง และสิ่งที่ทั้งยูริและคนไทยไม่อยากเห็นมากที่สุดก็คือคนไทยไม่เข้าใจกันและกัน ไม่พูดคุยกันดีๆ ทะเลาะเบาแว้งกันจนกระทั่งถึงขั้นฆ่าแกงกันค่ะ หรือไม่ก็ไม่อยากเห็นประเทศไทยมาสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองเหมือนในเอนทรี่นี้นะคะ

ก่อนจากกัน ยูริทิ้งท้ายด้วยคลิปวีดีโอเกี่ยวกับกำแพงเบอรร์ลินซึ่งเป็นเพลง Wind of change ของวงจากเยอรมันScopions เพลงนี้เหมาะกับการรวมพลังจริงๆเลยค่ะ
 
 
 
และอันนี้อันสุดท้ายจริงๆค่ะ ลากับเอนทรี่นี้ด้วย....

"ถึงแม้ว่าตัวข้าพเจ้าชื่นชอบความสมมาตรแบบไหน แต่ถ้าหากว่ากำแพงเบอร์ลินนั้นมีความสมมาตรแต่เป็นการปิดกั้นอิสระภาพของประชาชน มิใช่ความสมมาตรที่แท้จริง"
 
 
 
สำหรับวันนี้ไปก่อนนะคะ Bis nachher!

ปล. หา... อะไรนะ...?! ข่าวเด็ดสำหรับเยอรมันตอนนี้งั้นเหรอ ตอนนี้เห็นจะต้องมาฉลองกับหมึกพอล"รุ่นที่2" แล้วล่ะนะ... หุหุหุ...
 
 
Credit (ทั้งเนื้อหาและภาพประกอบ)
http://th.wikipedia.org
http://http://www.zone-it.com/122854
http://www.komchadluek.net/
http://berlinwall.soaringdevelopment.com/
 

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...